ในปี 2564 นี้นอกจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่หนักแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลกก็หนักหน่วงเอาการเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่อง ‘ราคาน้ำมัน’ ที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่ทั่วโลกก็กำลังเตรียมรับมือกับวิกฤตในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

แนวโน้มราคาน้ำมันดิบเดือนตุลาคม เป็นอย่างไร?

ตั้งแต่เริ่มต้นเดือนตุลาคมหลายคนคงได้ติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในไทยกันมาอย่างแน่นอน โดยปีนี้ได้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันถึง 6 ครั้ง ทำให้ราคาขายปลีกสูงกว่าปีก่อน ๆ แบบเท่าตัว แน่นอนว่าประเด็นนี้ก็ร้อนฉ่ามากในโซเชียล เกิดคำถามมากมายว่าทำไมมันถึงได้ขึ้นเร็วขนาดนี้

ซึ่งประเด็นนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย เพราะราคาน้ำมันดิบทั่วโลกมีแนวโน้มทรงตัวอย่างต่อเนื่อง หลังราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเช่นกัน หนุนให้โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงกันมากขึ้น รวมไปถึงการฟื้นตัวของความต้องการใช้น้ำมันในหลาย ๆ ประเทศ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันดิบอยู่ในภาวะตึงตัว สนับสนุนการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ

ปัจจัยอะไรทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น

โดยปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2564 แต่เดิมได้คาดการณ์เอาไว้ว่าจะขยายตัว 6.0% แต่ทว่าขยายตัว 5.9% ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ประกอบกับปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานการผลิตและปัญหาภาวะเงินเฟ้อ ที่กดดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย ส่วนตัวเลขคาดการณ์ในปี 2565 IMF คาดว่าน่าจะขยายตัว 4.9%

แนวโน้มราคาน้ำมันดิบเดือนตุลาคม เป็นอย่างไร?
แนวโน้มราคาน้ำมันดิบเดือนตุลาคม เป็นอย่างไร?

ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง หลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์ในวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ว่าได้มีการปรับตัวลดลง 0.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 426.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งลดลงสวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล ส่วนกำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันสหรัฐฯ ลดลง 2% หรือราว 71,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากอยู่ในช่วงปิดซ่อมบำรุงประจำปี

และจาดประเด็นที่ในขณะนี้ราคาถ่านหินอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง หน่วยงาน The National Development and Reform Commission (NDRC) ของจีนจึงได้มีการศึกษาและเตรียมออกนโยบานเพื่อเข้าควบคุมราคาถ่านหิน รวมไปถึงมาตรการแทรกแซงราคาถ่านหิน และมาตรการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานในประเทศ โดยหน่วยงาน NDRC ก็ได้ยืนยันว่าจะทำให้ปริมาณการผลิตถ่านหินในประเทศจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับอย่างน้อย 12 ล้านตันต่อวัน และหากทำได้วิธีนี้จะช่วยลดราคาถ่านหินที่กำลังพุ่งสูงได้นั่นเอง

นอกจากนี้องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ได้มีการรายงานฉบับเดือนตุลาคม 2564 ว่าจะมีปริมาณความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2564 ราว 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวันจากรายงานเดือนกันยายน 2564 แตะอยู่ที่ระดับ 96.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปี 2563 โดยการปรับปริมาณความต้องการใช้น้ำมันโลกได้มีปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในระดับสูง หนุนการเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงมาเป็นการใช้น้ำมัน ส่วนปริมาณความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2565 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 99.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2564

ปัจจัยอะไรทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น
ปัจจัยอะไรทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น

ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นโดยปัจจัยหนุนจากการลดลงของสต็อกที่มีอยู่ของน้ำมันดิบในสหรัฐฯ บวกกับความต้องการการใช้พลังงานของจีนท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นในตอนนี้ อีกทั้งการที่ผู้ผลิตไฟฟ้ายังได้หันหน้ามาใช้น้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติมีราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งซาอุดีอาระเบียได้ยังได้ออกมาปฏิเสธ ข้อเรียกร้องจากทางฝั่งสหรัฐฯ ที่ต้องการให้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก และชาติพันธมิตร เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อสกัดราคาพลังงานที่กำลังพุ่งขึ้นสูงในตอนนี้

จากประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ที่จะถึงนี้ บรรดานักลงทุนทั้งหลายได้มีการจับตามองการประชุมของโอเปกอย่างใกล้ชิด โดยการประชุมในครั้งนี้จะเป็นการกำหนดนโยบายการผลิตน้ำมันสำหรับช่วงเดือนธันวาคม 2564 มาถึงตอนนั้นคงต้องดูกันอีกทีว่าราคาน้ำมันจะไปในทิศทางใด จะมีความเสี่ยงเหมือนกันลงทุนสล๊อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นหรือไม่ ต้องรอชม

Leave a Reply

Your email address will not be published.