โควิด-19 ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่คนทั้งโลกต้องจับตามองและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดที่สุด ซึ่งกลุ่มคนที่น่าเห็นใจมากในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นคนด่านหน้า โดยเฉพาะแพทย์ พยาบาล รวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ โดยตอนนี้ WHO เผย โควิด-19 คร่าชีวิตบุคคลกลุ่มดังกล่าวถึงหลักแสนคนแล้ว

เซฟชีวิตบุคลากรทางการแพทย์ กำลังหลักฝ่าโควิด-19

ซึ่งประเด็นนี้สำนักข่าวต่างประเทศได้มีการรายงานว่า นพ.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีการกล่าวเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ จัดลำดับความสำคัญของบุคลากรทางสาธารณสุขเป็นอันดับแรก และยังได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เท่าเทียมกันในการแจกจ่ายวัคซีนโควิด โดยได้มีการระบุว่า ในขณะนี้ทั่วโลกมีบุคลากรฯ ประมาณ 135 ล้านคน และจากข้อมูลข้อง 119 ประเทศ ชี้ให้เห็นว่าโดยเฉลี่ยแล้ว 2 ใน 5 ของบุคลากรทั้งหมดได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว

แต่เมื่อมีการจำแนกออกมาตามภูมิภาคและกลุ่มทางเศรษฐกิจพบว่าเกิดความแตกต่างเป็นอย่างมาก โดยในประเทศที่ร่ำรวยมีบุคลากรฯ ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วอย่างน้อย 8 ใน 10 แต่ขณะเดียวกันประเทศทางแถบแอฟริกากลับพบว่ามีจำนวนบุคลากรฯ น้อยกว่า 1 ใน 10 คน ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วน

WHO คาดมีบุคลากรฯ เสียชีวิตแล้ว 180,000 ราย จากทั่วโลก

นอกจากนี้ผอ.องค์การอนามัยโลก ยังได้มีการเปิดเผยอีกว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบุคลากรทางสาธารณสุข โดยทาง WHO ได้มีการเก็บสถิติในระหว่างเดือนมกราคม 2563 – ถึงเดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า อาจมีบุคลากรฯ เสียชีวิตแล้วประมาณ 80,000 – 180,000 ราย

เซฟชีวิตบุคลากรทางการแพทย์ กำลังหลักฝ่าโควิด-19
เซฟชีวิตบุคลากรทางการแพทย์ กำลังหลักฝ่าโควิด-19

ในส่วนของปริมาณการฉีดวัคซีนนั้น ส่วนใหญ่ประเทศที่มีรายได้สูงหรือรายได้ระดับปานกลางมีการใช้อย่างทั่วถึง ต่างจากประเทศทางแอฟริกาที่มีสัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ 2.6 ของปริมาณวัคซีนที่ใช้ทั่วโลกเท่านั้น โดยประเด็นนี้ทาง WHO ก็ได้มีการกำหนดเป้าหมายให้ทุกประเทศบนโลก ต้องมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครอบคลุมประชากรอย่างน้อย ๆ 40% ภายในปี 2564 นี้ แต่ทั้งนี้ก็มีแนวโน้มว่าอย่างน้อย 82 ประเทศอาจยังไม่บรรลุเป้า เนื่องจากจำนวนวัคซีนไม่เพียงพอ

ยอดติดเชื้อโควิด UK กลับมาทะลุ 5 หมื่นคนต่อวัน

ขณะเดียวกันหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกก็กลับมาเผชิญหน้ารับศึกหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง โดยวันนี้ (22 ต.ค. 64) ยอดผู้ติดเชื้อโควิดรายวันในสหราชอาณาจักร กลับมาพุ่งสูงถึง 52,009 ราย นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2564

ซึ่งขณะนี้ทางสหราชอาณาจักรได้พยายามผลักดันให้คนที่ยังไม่ได้เข้ารับวัคซีน กลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และกลุ่มคนอ่อนแอ ให้เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น เช่นเดียวกันกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ อีกทั้ง UK ยังได้มีการฉีดวัคซีนให้กับประชากรอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปครบทั้ง 2 เข็ม รวมแล้วราว ๆ 79% จึงทำให้จำนวนผู้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลยังมีเปอร์เซ็นค่อนข้างต่ำ (อาการไม่รุนแรง)

ยอดติดเชื้อโควิด UK กลับมาทะลุ 5 หมื่นคนต่อวัน
ยอดติดเชื้อโควิด UK กลับมาทะลุ 5 หมื่นคนต่อวัน

ทางฝั่งรัสเซียก็กลับมาคุมเข้มอีกครั้ง ด้วยการประกาศล็อกดาวน์โควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป โดยการล็อกดาวน์ร้านค้าทุกแห่งจะต้องปิดทำการ ยกเว้นร้านขายสินค้าจำเป็น เช่น ซูเปอร์มาร์เกตและร้านขายยา ในส่วนของสถาบันการศึกษา โรงเรียน และโรงเรียนอนุบาลก็จะเปิดการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนบาร์และร้านอาหารอนุญาตให้เปิดบริการได้เฉพาะแบบ Take Home และเดลิเวอรี่เท่านั้น

โดยมาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากเคสผู้ติดเชื้อโควิดในรัสเซียมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการเข้มข้นจะถูกบังคับใช้ทั่วภูมิภาคมอสโกในวงกว้าง ซึ่งถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้รัสเซียจะมีการเปิดตัววัคซีนสปุตนิก วี แต่ทว่าการดำเนินการฉีดก็เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากชาวรัสเซียส่วนใหญ่อ้างว่าไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่และมีความหวั่นกลัวต่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

สำหรับประเทศไทยก็ยังคงมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตรายวันอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วอย่าลืมที่จะป้องกันตัวเองให้ดีที่สุด สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อย ๆ ทำประกันสุขภาพ และหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published.